TEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรภาคธุรกิจไทยชั้นแนวหน้าที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ได้ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอันครอบคลุมทุกมิติ และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเป็นกลไกการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้มีความมุ่งมั่นในการร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน จึงได้ร่วมกันจัด งานสัมมนาเรื่อง “Triple Planetary Crisis” เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน
แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
รวมถึง ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ BEDO Thailand รวมถึง Thai PBS อีกด้วย โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ และร่วมกำหนดแนวทาง การดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในระดับเชิงนโยบายและการปฏิบัติในเชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงบทบาท BEDO สู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน กล่าวว่า “วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ พร้อมผลักดันแนวคิด Nature Positive เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”
ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนาและร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาทของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ พร้อมเชิญชวนร่วมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ภายใต้แนวคิด “Our nature, Our future, and Our shared responsibility – Let’s make it happen together.”
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย TBCSD ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ
โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยในมุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย”
ช่วงการเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า “ปัจจุบันคาร์บอนเครดิต ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น "เทคโนโลยีทางธรรมชาติ" ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤต "โลกเดือด" อย่างยั่งยืน การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้น การบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง
แนวคิด Nature Positive จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น ในบริบทของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO จึงผลักผลันการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจสู่ Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมิน วางแผน ปรับตัว และเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นระบบ
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคธุรกิจ จากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย”
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ
ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก โดยปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”
การเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: บทบาทผู้กำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ” โดยผู้บริหารจาก 4 หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ
ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ อันเป็นการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้
นางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับ “วิกฤตโลก 3 ประการ” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน สผ. ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ถ่ายทอดเป้าหมายตามกรอบงานคุนหมิง – มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพของโลก มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศผ่านแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (The National Biodiversity Action Plan 2023-2027) พ.ศ. 2566 – 2570 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการรับมือวิกฤตโลก ทั้ง 3 ประการอย่างเป็นเอกภาพ โดยการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการนโยบาย การปฏิรูปการเงิน การใช้แนวทางธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน และการออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายระดับโลกและเป้าหมายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”
นางสาวชมพูนุท โลหิตานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมสามประการในด้านมลพิษ (Pollution) ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งด้านคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ ของเสีย นโยบายการจัดการมลพิษ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) การนำเสนอนโยบายของประเทศไทยและเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษแต่ละด้าน เช่น การจัดการคุณภาพอากาศ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการกากของเสียและสารอันตราย รวมทั้งการส่งเสริมการผลิต บริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
นางสาวจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ
หรือ Triple Planetary Crisis ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ภาคธุรกิจจึงควรเปิดเผยข้อมูลด้านการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Dependencies, Impact, Risks and Opportunities) เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส โดย ก.ล.ต. พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทตระหนัก เข้าใจ และมีความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนในระยะยาว"
นอกจากนี้ ช่วงการเสวนา เรื่อง “Triple Planetary Crisis: สร้างผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ - ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตอย่างยั่งยืน” โดยผู้บริหารจากองค์กรสมาชิก TBCSD 4 หน่วยงานหลักซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานขององค์กรภาคธุรกิจไทยไปสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน รวมทั้ง เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดังนี้
นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของ
Energy Trilemma ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน การเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน พร้อมทั้ง ได้นำเสนอแนวคิด Pragmatic Energy Transition ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบริหารสินทรัพย์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ท้ายที่สุด นายปัณวรรธน์เน้นว่า Energy Transition ที่ยั่งยืนต้องเป็น People Oriented Transition ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความเป็นธรรม มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”
นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้การจัดการด้าน Governance ที่เหมาะสมของภาครัฐ Innovative finance จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังปลดล๊อคทรัพยากรทางการเงิน สร้างกลไกให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทับซ้อนและเร่งตัวขึ้นจนเป็น Triple Planetary Crisis ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการมองผ่าน Triple lenses ตั้งแต่ Financial, Ecosystem ไปจนถึง Socio-ecological lens ที่เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป”
“สำหรับกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ได้ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรบนรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มมิตรผลจึงมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางมิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งยังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมอนุรักษ์ระบบนิเวศตลอด ทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”
นายภัทริก สัมพันธารักษ์ Sustainability Management Consultant บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แซง-โกแบ็ง ไทยแลนด์ เดินหน้าพลิกวิกฤตโลก สู่นวัตกรรมการก่อสร้างที่ยั่งยืน ท่ามกลางการเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติที่ถดถอย จากการก้าวข้ามขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) แล้วถึง 7 ใน 9 ด้าน แซง-โกแบ็ง (Saint-Gobain) ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุก่อสร้าง ได้เร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero อาทิ การผลิตกระจก Zero‑Carbon และแผ่นยิปซัมรีไซเคิล 100% ในประเทศไทย
แซง‑โกแบ็ง ไทยแลนด์ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับทิศทางร่างพระราชบัญญัติโลกร้อนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านโครงการจัดเก็บเศษยิปซัมจากไซต์งานก่อสร้าง เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่แบบวงจรปิด (Closed-loop) ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการ Upcycling วัสดุฉนวนใยแก้วและใยหิน ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ BCG ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม”
ท้ายนี้ วิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจึงมิใช่เพียงประเด็นด้านความยั่งยืน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฎิบัติการเชิงในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความน่าเชื่อถือขององค์กรพร้อมกันนี้ วิกฤตดังกล่าวยังถือเป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ ท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลการร่วมเปลี่ยนวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ได้โดยการ Scan QR Code ด้านล่างนี้